This is NNANN BLOG!!
My name is Nantaporn Limsangthong. You can call me in short "nan" I'm be into everything about Art&Design. Let's learn about me and Nice to know you !!
regards,
NNANN
Saturday, November 15, 2008
NEW BLOG
รบกวนเพื่อนๆพี่น้องๆ ช่วย add url blog ใหม่ด้วยค่ะ
I move to http://www.nnann.org/noise
Please, visit me in nnann.org
thank you
Monday, November 03, 2008
มีค่า
ไทยประกันชีวิต-Melody of Life
เมื่อวานนั่งดู TV กับครอบครัว
เจอโฆษณาดีๆ ของไทยประกันชีวิตอีกแล้ว
"ชีวิตที่มีค่า ไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวย มีเกียรติ หรืออายุยืน
แต่ชีวิตที่มีค่า คือชีวิตที่ตัวเราเป็นคนมีคุณค่า
และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า"
โฆษณานี้สอนอะไรหลายๆอย่าง
เวลาที่เหลืออยู่ของคนเราไม่มีใครรู้ว่าจะสั้นหรือยาว
เพราะฉนั้นเราควรทำทุกเวลาให้มีค่ามากที่สุด
แต่ตัวเราเอง ยังทำไม่ได้หรอก ยังไร้สาระปะปนกันไป
สุดแล้วแต่ใครจะคิด
ดูแล้วซึ้งจังค่ะ
Thursday, October 30, 2008
(ผม)
เอนทรี้ นี้ ขอพูดเรื่อง ผม ล้วนๆ
ตั้งแต่เด็กยังไม่เข้าอนุบาล แม่ก็จับให้ไว้ผมหน้าม้าตลอด

จนเข้าอนุบาล โรงเรียนมีกฎไม่ให้ไว้หน้าม้า
จากนั้นก็ไม่ได้ไว้หน้าม้าอีกเลย
และไว้ผมสั้นมาตลอดจนอยู่ม.ปลาย ถึงมาไว้ผมยาว
พอเข้ามหาลัย ก็เริ่มต้นด้วยทรงผมยาวตรง

ไว้จนถึงกลางหลัง ยาวมากๆในชีวิตเลย ฮ่าๆๆ

เริ่มเบื่อ ก็ตัดให้สั้นลงอีกหน่อย

ยังไม่พอใจ ขอสั้นอีก สั้นอีก

จนช่วงนั้น ฮิต บ๊อบเทมากๆ
ทรงนี้เป็นจุดที่เปลี่ยนอะไรหลายอย่าง
ไม่ใช่เรื่องอื่นนะ แต่เป้นเรื่องผมเนี่ยละ
หลังจากตัดทรงบ๊อบเทเนี่ย ทุกทีที่จะเข้าร้านตัดผมนานๆครั้ง
หลังจากทรงนี้นี่เข้าแทบทุกเดือน ไม่รู้ทำไหม

และก็เบื่อ เริ่มตัดหน้าม้าบ้าง
โดนหาว่าเป็นเด็กแนวอีก (กำแท้ๆ)

จากนั้น เบื่ออีก ขอเป็นหน้าม้าตรง และตัดบ๊อบเทเป็นบ๊อบเท่ากัน

แล้วมาตัดเทอีกครั้ง (เพื่อออออออ ???)

ผมเริ่มยาว เปลี่ยนเป็นหน้าม้าปัดข้าง

จากนั้นตัดเป็นบ๊อบ เหมือนเด็กผู้ชาย
และหน้าม้าตรง แต่ชอบทรงนี้นะ

ทรงนี้น่าเศร้าที่สุด เพราะเชื่อแม่ไปดัดผม
ออกมาหยิกหงิกๆๆ ในรูปนี้ หายหยิกไปเยอะแล้ว เศร้า

พอผมคลายไปเยอะแล้ว ก็ตัดทรงบ๊อบหน้าม้าตรงเฉกเช่นเดิม

ไว้จนยาว และก็คิดว่าจะไม่ตัด จะไว้ยาวๆ
แต่ก็ไม่วาย

กลายมาเป็นทรงนี้ เพราะร้อน และรำคานผม
สั้นสุดๆ

และสุดท้าย ก็ตัดอีกครั้ง ให้สั้นกว่าเดิมไม่มาก
และทำสีชมพู แต่ตอนนี้กลายพันธุ์ละ สีเริ่มหลุด
สรุปเกือบๆสี่ปี เปลี่ยนไปกี่ทรงกันเนี่ย
ประมวลมาคร่าวๆ เพราะจำไม่ได้เหมือนกันว่าเราเข้าร้านตัดผมบ่อย
เข้าเป้นว่าเล่น อุอุ
แต่ก็สนุกดี ชีวิตไม่เบื่อ พลาดบ้าง บางทรง ฮ่าๆๆๆๆ
ใครไม่ค่อยตัดผม เวลาคิดอะไรไม่ออกหรือรู้สึกไม่ดี
ก็ตัดบ้างได้นะ
โดยส่วนตัวแล้ว เวลาเรา เครียด หรือ คิดอะไรไม่ออก สมองไม่แล่น
หรืออะไรๆก็แล้วแต่ บางทีเราก็จะเลือกการตัดผม เนี่ยละ
มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาหรอก แต่ว่า เพื่อความสบายใจส่วนตัว
ทำแล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร ก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา
:)
ปล. ตอนนี้เริ่มทำ schedule book ใช้เอง แต่ไว้สำหรับ thesis
แต่เล่มส่วนตัว รอใช้ปีหน้า ว่าจะไปหาซื้ออยู่
ตั้งแต่เด็กยังไม่เข้าอนุบาล แม่ก็จับให้ไว้ผมหน้าม้าตลอด

จนเข้าอนุบาล โรงเรียนมีกฎไม่ให้ไว้หน้าม้า
จากนั้นก็ไม่ได้ไว้หน้าม้าอีกเลย
และไว้ผมสั้นมาตลอดจนอยู่ม.ปลาย ถึงมาไว้ผมยาว
พอเข้ามหาลัย ก็เริ่มต้นด้วยทรงผมยาวตรง

ไว้จนถึงกลางหลัง ยาวมากๆในชีวิตเลย ฮ่าๆๆ

เริ่มเบื่อ ก็ตัดให้สั้นลงอีกหน่อย

ยังไม่พอใจ ขอสั้นอีก สั้นอีก

จนช่วงนั้น ฮิต บ๊อบเทมากๆ
ทรงนี้เป็นจุดที่เปลี่ยนอะไรหลายอย่าง
ไม่ใช่เรื่องอื่นนะ แต่เป้นเรื่องผมเนี่ยละ
หลังจากตัดทรงบ๊อบเทเนี่ย ทุกทีที่จะเข้าร้านตัดผมนานๆครั้ง
หลังจากทรงนี้นี่เข้าแทบทุกเดือน ไม่รู้ทำไหม

และก็เบื่อ เริ่มตัดหน้าม้าบ้าง
โดนหาว่าเป็นเด็กแนวอีก (กำแท้ๆ)

จากนั้น เบื่ออีก ขอเป็นหน้าม้าตรง และตัดบ๊อบเทเป็นบ๊อบเท่ากัน

แล้วมาตัดเทอีกครั้ง (เพื่อออออออ ???)

ผมเริ่มยาว เปลี่ยนเป็นหน้าม้าปัดข้าง

จากนั้นตัดเป็นบ๊อบ เหมือนเด็กผู้ชาย
และหน้าม้าตรง แต่ชอบทรงนี้นะ

ทรงนี้น่าเศร้าที่สุด เพราะเชื่อแม่ไปดัดผม
ออกมาหยิกหงิกๆๆ ในรูปนี้ หายหยิกไปเยอะแล้ว เศร้า

พอผมคลายไปเยอะแล้ว ก็ตัดทรงบ๊อบหน้าม้าตรงเฉกเช่นเดิม

ไว้จนยาว และก็คิดว่าจะไม่ตัด จะไว้ยาวๆ
แต่ก็ไม่วาย

กลายมาเป็นทรงนี้ เพราะร้อน และรำคานผม
สั้นสุดๆ

และสุดท้าย ก็ตัดอีกครั้ง ให้สั้นกว่าเดิมไม่มาก
และทำสีชมพู แต่ตอนนี้กลายพันธุ์ละ สีเริ่มหลุด
สรุปเกือบๆสี่ปี เปลี่ยนไปกี่ทรงกันเนี่ย
ประมวลมาคร่าวๆ เพราะจำไม่ได้เหมือนกันว่าเราเข้าร้านตัดผมบ่อย
เข้าเป้นว่าเล่น อุอุ
แต่ก็สนุกดี ชีวิตไม่เบื่อ พลาดบ้าง บางทรง ฮ่าๆๆๆๆ
ใครไม่ค่อยตัดผม เวลาคิดอะไรไม่ออกหรือรู้สึกไม่ดี
ก็ตัดบ้างได้นะ
โดยส่วนตัวแล้ว เวลาเรา เครียด หรือ คิดอะไรไม่ออก สมองไม่แล่น
หรืออะไรๆก็แล้วแต่ บางทีเราก็จะเลือกการตัดผม เนี่ยละ
มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาหรอก แต่ว่า เพื่อความสบายใจส่วนตัว
ทำแล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร ก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา
:)
ปล. ตอนนี้เริ่มทำ schedule book ใช้เอง แต่ไว้สำหรับ thesis
แต่เล่มส่วนตัว รอใช้ปีหน้า ว่าจะไปหาซื้ออยู่
Monday, October 27, 2008
สว่างในความมืด
เอนทรี้ก่อน ขอบคุณทุกคอมเม้นเลย คิดไรได้อีกเยอะ :)
ในวันนึงที่ตัวเราสับสนกับหนทางชีวิตอีกยาวไกล
นั่งลำพังฟังเสียงฝนตก และปล่อยความคิดไปต่างๆนาๆ
เราอาจจะคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องการจริงๆนั้นคืออะไร
ตอนนี้สบายใจลอยๆได้นิดนึง
เปิดเทอมแล้วแต่ก็ไม่ต้องไปเรียน
ยังไม่เริ่มต้นทำ thesis เลย
ตั้งใจไว้ว่า จะเร่งมือ เร่งใจ ทำแล้ว
คุยกับอ.ไปบ้าง แต่ยังไม่สมดุลเลย
ช่วงนี้ได้คุยกับหลายๆคนในหลายๆเรื่อง
ทุกคนต่างมีปัญหาของตัวเองที่พยายามจะแก้ไข
เราว่าเป็นสิ่งดีนะ ดีกว่าไม่แก้อะไรเลย
ทุกคนเดินทางตามสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น
น่ามีความสุขใจจริงๆ
แต่ท่ามกลางชีวิตที่สว่างไสวของคนเหล่านั้น
ก็จะมีจุดมืดๆอยู่เสมอ ที่คอยแฝงตัวมา
ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนปรสิต ไวรัสอะไรสักอย่าง
น่ากลัว และน่ากำจัดมากๆ
ไม่รู้ทุกวันนี้ใครแต่ละคนคิดอะไรอยู่
ทุกคนมีความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ
ต่างก็หาวิธีดับทุกข์ของตัวเอง
แต่บางคนก็ไม่ได้หาวิธีที่จะดับทุกข์ แต่กลับจะสร้างความทุกข์ให้คนอื่น
โดยที่ลืมไปว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง
ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นคนปลงได้ เล่าว่าอ่านหนังสือธรรมะเป็นเล่มๆ
เพื่อที่จะได้เป็นคนดี จริงหรอ ?
คนดีไม่ได้เป็นกันแบบนั้นหรอกนะ
คนเราไม่มีทางจะดี 100% แต่ทำให้ดีที่สุดดีกว่า
สุดความสามารถของตัวเองแล้วค่อยยอมแพ้
ยอมแพ้ตนเอง แต่อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา
แสงสว่างจะนำทางเราเอง ถ้าเราเดินตามแสงสว่าง
ตอนนี้ชิลๆ ดูหนังฟังเพลงตามประสาคนเหมือนจะว่างมาก
ฮ่าๆๆ ไม่รู้จะพูดอะไร อื้ออึงไปหมดวะ
ก็แปลกดีที่ทุกวันนี้ ชีวิตยังมีความสุขดี
ทั้งๆที่มีคนพยายามทำลาย แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหน
คนเราออกจากตัวเอง หมุนตัวสักรอบนึง
มองคนรอบข้าง เข้าใจคนรอบข้าง
แล้วอย่ามองแต่ตัวเอง เข้าใจแต่ตัวเอง
ชีวิตน่าจะดีขึ้น
ไม่เหนื่อยบ้างหรอ ทำตัวแบบนี้ ?
ไอ้จ๊อดฝากถามมา
^^'
ปล. เอาไฟฉายไหมฮะ ?

หัวเป็นสีชมพูแล้วนะ แต่ในรูปมันแดงเว่อไป ^^
ในวันนึงที่ตัวเราสับสนกับหนทางชีวิตอีกยาวไกล
นั่งลำพังฟังเสียงฝนตก และปล่อยความคิดไปต่างๆนาๆ
เราอาจจะคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องการจริงๆนั้นคืออะไร
ตอนนี้สบายใจลอยๆได้นิดนึง
เปิดเทอมแล้วแต่ก็ไม่ต้องไปเรียน
ยังไม่เริ่มต้นทำ thesis เลย
ตั้งใจไว้ว่า จะเร่งมือ เร่งใจ ทำแล้ว
คุยกับอ.ไปบ้าง แต่ยังไม่สมดุลเลย
ช่วงนี้ได้คุยกับหลายๆคนในหลายๆเรื่อง
ทุกคนต่างมีปัญหาของตัวเองที่พยายามจะแก้ไข
เราว่าเป็นสิ่งดีนะ ดีกว่าไม่แก้อะไรเลย
ทุกคนเดินทางตามสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น
น่ามีความสุขใจจริงๆ
แต่ท่ามกลางชีวิตที่สว่างไสวของคนเหล่านั้น
ก็จะมีจุดมืดๆอยู่เสมอ ที่คอยแฝงตัวมา
ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนปรสิต ไวรัสอะไรสักอย่าง
น่ากลัว และน่ากำจัดมากๆ
ไม่รู้ทุกวันนี้ใครแต่ละคนคิดอะไรอยู่
ทุกคนมีความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ
ต่างก็หาวิธีดับทุกข์ของตัวเอง
แต่บางคนก็ไม่ได้หาวิธีที่จะดับทุกข์ แต่กลับจะสร้างความทุกข์ให้คนอื่น
โดยที่ลืมไปว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง
ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นคนปลงได้ เล่าว่าอ่านหนังสือธรรมะเป็นเล่มๆ
เพื่อที่จะได้เป็นคนดี จริงหรอ ?
คนดีไม่ได้เป็นกันแบบนั้นหรอกนะ
คนเราไม่มีทางจะดี 100% แต่ทำให้ดีที่สุดดีกว่า
สุดความสามารถของตัวเองแล้วค่อยยอมแพ้
ยอมแพ้ตนเอง แต่อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา
แสงสว่างจะนำทางเราเอง ถ้าเราเดินตามแสงสว่าง
ตอนนี้ชิลๆ ดูหนังฟังเพลงตามประสาคนเหมือนจะว่างมาก
ฮ่าๆๆ ไม่รู้จะพูดอะไร อื้ออึงไปหมดวะ
ก็แปลกดีที่ทุกวันนี้ ชีวิตยังมีความสุขดี
ทั้งๆที่มีคนพยายามทำลาย แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหน
คนเราออกจากตัวเอง หมุนตัวสักรอบนึง
มองคนรอบข้าง เข้าใจคนรอบข้าง
แล้วอย่ามองแต่ตัวเอง เข้าใจแต่ตัวเอง
ชีวิตน่าจะดีขึ้น
ไม่เหนื่อยบ้างหรอ ทำตัวแบบนี้ ?
ไอ้จ๊อดฝากถามมา
^^'
ปล. เอาไฟฉายไหมฮะ ?

หัวเป็นสีชมพูแล้วนะ แต่ในรูปมันแดงเว่อไป ^^
Saturday, October 18, 2008
มันคือ..
ณ..เวลานี้ สับสน
ชักไม่แน่ใจตัวเอง ในจุดยืนที่คิด ที่เป็น
อยู่ในช่วงตั้งสติ แต่ก็หวั่นๆ
ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว thesis ก็ต้องทำ
ถึงแม้จะโดนกดดันจนกลายเป็นเรื่องที่เราเองก็ยังมึนๆ
และก็ยังไม่เข้าใจบ้าง สับสนจริง
ถึงเวลานี้ อาจจะต้องถามตัวเองว่า อยากเป็นนักออกแบบจริงๆหรือเปล่า
ก็ยังเบลอๆ อยู่
จริงๆเป็นอะไรที่ชอบ และฝันมานาน อาจจะไม่ถึงกับเป็นชีวิตจิตใจ
หรือเข้าสู่กระแสเลือด
เราก็มักเบื่ออะไรทุกอย่าง ง่ายๆ อยู่แล้ว
สิ่งที่วางแผนอนาคตไว้ ยังสะเปะสะปะอยู่
ตอนแรกตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปเรียน ภาพประกอบที่ ออส
แต่ตอนนี้ ชักไม่แน่ใจ ในจุดยืนอันนี้
รู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน และเรายังไม่มีฝีมือขนาดนั้น
แถมยังคิดว่า เออ .. ถ้าเรายังไม่มีความเป็นปัจเจกของผลงาน
ใครจะมาสนใจงานเรา
ไม่อยากทำงานออกมาแล้วแบบว่า แค่ใจรัก
แค่นั้นคงไม่พอ แต่ก็อยากเรียน ถึงสุดท้ายจะไม่ได้มาทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบก็แล้วแต่
สายงานนี้ช่างเกิดยากเย็นจริงๆ
ไม่อยากให้คนมาบอกว่า งานสวย ชอบ แล้วจบไป
ก็เลยมานั่งเบลอกับชีวิต อยู่แบบตอนนี้
ฮ่าๆๆๆ
จริงๆแล้วเราอยากเป็นอะไรกันแน่ ช่างสับสนไปหมด
ยังกลัวอยู่กับการเข้าสู่โหมดคนทำงาน
ชีวิตที่ต้องดิ้นร้น คงลำบาก และยากน่าดู
จะพอกินไหมเนี่ย ?
ไม่ใช่อะไร เพราะว่า ทุกวันนี้ที่อยู่ที่เป็น มันแสนจะสบาย
แล้วถ้าเกิดเราลำบาก ... จริงๆ ไม่อยากคิด
เทคนิคของ the serect หายไปไหนหมดแล้วเรา
ขอเวลาตั้งสติ จูนเข้าสู่คลื่นความคิดดีๆก่อน
ไม่อยากจบเห่
บล๊อคเราก็บ่นไปเรื่อย แถมงานออกแบบก็ไม่เคยเอามาลง
แต่ก็บล๊อคเรา อ่ะ!! ฮ่าๆๆๆ
ตอนนี้อยากเรียนภาษา ไม่รู้ทำไม
อยากเป็นนักศึกษาตลอดชีวิต
จริงๆ แล้วอยากกลับไปเป็นเด็กอนุบาล เดินถือตุ๊กตาลากพื้น
กลางวันนอน บ่ายกินอาหารว่าง ชีวิตสุขี
พอ .. สุดท้าย คงไม่มีใครอยากถอยหลังกลับไปเป็นแบบนั้นจริงๆหรอกนะ
ก็แค่ห้วงหนึ่งในความคิด ที่เผลอแทรกตัวเข้ามา : )
ปล. กลับโหมดความเป็นจริง !!
ชักไม่แน่ใจตัวเอง ในจุดยืนที่คิด ที่เป็น
อยู่ในช่วงตั้งสติ แต่ก็หวั่นๆ
ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว thesis ก็ต้องทำ
ถึงแม้จะโดนกดดันจนกลายเป็นเรื่องที่เราเองก็ยังมึนๆ
และก็ยังไม่เข้าใจบ้าง สับสนจริง
ถึงเวลานี้ อาจจะต้องถามตัวเองว่า อยากเป็นนักออกแบบจริงๆหรือเปล่า
ก็ยังเบลอๆ อยู่
จริงๆเป็นอะไรที่ชอบ และฝันมานาน อาจจะไม่ถึงกับเป็นชีวิตจิตใจ
หรือเข้าสู่กระแสเลือด
เราก็มักเบื่ออะไรทุกอย่าง ง่ายๆ อยู่แล้ว
สิ่งที่วางแผนอนาคตไว้ ยังสะเปะสะปะอยู่
ตอนแรกตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปเรียน ภาพประกอบที่ ออส
แต่ตอนนี้ ชักไม่แน่ใจ ในจุดยืนอันนี้
รู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน และเรายังไม่มีฝีมือขนาดนั้น
แถมยังคิดว่า เออ .. ถ้าเรายังไม่มีความเป็นปัจเจกของผลงาน
ใครจะมาสนใจงานเรา
ไม่อยากทำงานออกมาแล้วแบบว่า แค่ใจรัก
แค่นั้นคงไม่พอ แต่ก็อยากเรียน ถึงสุดท้ายจะไม่ได้มาทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบก็แล้วแต่
สายงานนี้ช่างเกิดยากเย็นจริงๆ
ไม่อยากให้คนมาบอกว่า งานสวย ชอบ แล้วจบไป
ก็เลยมานั่งเบลอกับชีวิต อยู่แบบตอนนี้
ฮ่าๆๆๆ
จริงๆแล้วเราอยากเป็นอะไรกันแน่ ช่างสับสนไปหมด
ยังกลัวอยู่กับการเข้าสู่โหมดคนทำงาน
ชีวิตที่ต้องดิ้นร้น คงลำบาก และยากน่าดู
จะพอกินไหมเนี่ย ?
ไม่ใช่อะไร เพราะว่า ทุกวันนี้ที่อยู่ที่เป็น มันแสนจะสบาย
แล้วถ้าเกิดเราลำบาก ... จริงๆ ไม่อยากคิด
เทคนิคของ the serect หายไปไหนหมดแล้วเรา
ขอเวลาตั้งสติ จูนเข้าสู่คลื่นความคิดดีๆก่อน
ไม่อยากจบเห่
บล๊อคเราก็บ่นไปเรื่อย แถมงานออกแบบก็ไม่เคยเอามาลง
แต่ก็บล๊อคเรา อ่ะ!! ฮ่าๆๆๆ
ตอนนี้อยากเรียนภาษา ไม่รู้ทำไม
อยากเป็นนักศึกษาตลอดชีวิต
จริงๆ แล้วอยากกลับไปเป็นเด็กอนุบาล เดินถือตุ๊กตาลากพื้น
กลางวันนอน บ่ายกินอาหารว่าง ชีวิตสุขี
พอ .. สุดท้าย คงไม่มีใครอยากถอยหลังกลับไปเป็นแบบนั้นจริงๆหรอกนะ
ก็แค่ห้วงหนึ่งในความคิด ที่เผลอแทรกตัวเข้ามา : )
ปล. กลับโหมดความเป็นจริง !!
Monday, October 13, 2008
When,I'm Sick!
ขออนุญาติ บอกผู้อ่านก่อนเลยว่า
เอนทรี้นี้เขียน ขณะที่ป่วย ยังไม่ระบุโรค แต่ทรมาณสัดว์!!
ในรอบยี่สิบปีเศษ ที่เกิดมา (ก็เกิดมาแค่ 21 ปีเองหนิ บ้า!!)
ยังไม่เคยป่วยรุนแรงเลย มาคิดๆดู
ไม่ป่วยรุนแรง แต่ชอบป่วยเรื้อรัง แต่ยังไงก็ป่วยละวะ
คนเรา เกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว
ก็ควรจะรักษาตัวเองให้แข็งแรง สมบูรณ์
ซึ่งยากเหลือเกิน ต่อให้ดูแลสุขภาพดีแค่ไหน
คงหนีไม่พ้นโรคภัยไข้เจ็บที่มันตามมาหลอกหลอนได้เลย
เราก็คนนึง ที่ไม่ชอบหาหมอ ไม่ชอบกินยา ไม่ชอบอะไรทั้งสิ้น
ไม่เคยนอนโรงพยาบาล ไม่เคยฉีดยาแก้แพ้ ไม่เคยผ่าตัด หรืออะไรๆ
ดูเหมือนเป็นคนแข็งแรงเน๊าะ
แต่ความจริงกลับกัน เราชอบเป็นหวัด ชอบไม่สบาย ชอบไอ ชอบเป็นไข้
เจ็บออดๆแอดๆ เรื่อย โดยไม่มีใครรู้
ต่อสู้กับหวัดมานาน พุ่งนี้จะไปหาหมอ ตรวจกันสักตั้ง
ว่าเป็นไรกันแน่ ภูมิแพ้ ชัวร์ ที่เดาไว้
ถ้าเดาถูกจะไปซื้อลอตตารี่ ละนะ ฮิฮิ
ก่อนอื่น ต้องทำตัวให้นอนเร็วๆ อะไรแบบนี้ที่แม่เตือน
เชื่อสักนิด ชีวิตคงดีขึ้น
ปล. อยู่ไกลแม่ก็งี้ ใครจะดูแล Y_Y
เอนทรี้นี้เขียน ขณะที่ป่วย ยังไม่ระบุโรค แต่ทรมาณสัดว์!!
ในรอบยี่สิบปีเศษ ที่เกิดมา (ก็เกิดมาแค่ 21 ปีเองหนิ บ้า!!)
ยังไม่เคยป่วยรุนแรงเลย มาคิดๆดู
ไม่ป่วยรุนแรง แต่ชอบป่วยเรื้อรัง แต่ยังไงก็ป่วยละวะ
คนเรา เกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว
ก็ควรจะรักษาตัวเองให้แข็งแรง สมบูรณ์
ซึ่งยากเหลือเกิน ต่อให้ดูแลสุขภาพดีแค่ไหน
คงหนีไม่พ้นโรคภัยไข้เจ็บที่มันตามมาหลอกหลอนได้เลย
เราก็คนนึง ที่ไม่ชอบหาหมอ ไม่ชอบกินยา ไม่ชอบอะไรทั้งสิ้น
ไม่เคยนอนโรงพยาบาล ไม่เคยฉีดยาแก้แพ้ ไม่เคยผ่าตัด หรืออะไรๆ
ดูเหมือนเป็นคนแข็งแรงเน๊าะ
แต่ความจริงกลับกัน เราชอบเป็นหวัด ชอบไม่สบาย ชอบไอ ชอบเป็นไข้
เจ็บออดๆแอดๆ เรื่อย โดยไม่มีใครรู้
ต่อสู้กับหวัดมานาน พุ่งนี้จะไปหาหมอ ตรวจกันสักตั้ง
ว่าเป็นไรกันแน่ ภูมิแพ้ ชัวร์ ที่เดาไว้
ถ้าเดาถูกจะไปซื้อลอตตารี่ ละนะ ฮิฮิ
ก่อนอื่น ต้องทำตัวให้นอนเร็วๆ อะไรแบบนี้ที่แม่เตือน
เชื่อสักนิด ชีวิตคงดีขึ้น
ปล. อยู่ไกลแม่ก็งี้ ใครจะดูแล Y_Y
Tuesday, October 07, 2008
MASSIVE
เนื่องจาก เอนทรี้ ก่อนหน้านี้ ปล่อยเบลอไป
เอนทรี้นี้ ขอแก้ตัวละกัน
และเนื่องจาก (อีกครั้ง) เอนทรี้ ก่อนก่อน พูดขอบคุณไปแล้ว
แต่จริงๆมันยังไม่จบแค่นั้น
มีอีกหลายคนที่อยากขอบคุณ
แต่คงจะต้องพอไว้ก่อน ไม่อยากดัดจริต
เด๋วจะหาว่า ยังไม่จบเลย เสร่อขอบคุณก่อน 555
คิดขำๆนะ ไม่ได้จริงจังอะไร
เบื่อคำว่า "เบื่อ" ช่วงนี้ใช้คำว่า "เบื่อ" ได้ฟุ่มเฟือยจริงๆ
ยุ่งมากก็ไม่ดี ว่างมากก็ไม่ดี
ชีวิตคงไม่มีความพอดีสักที
พื้นที่สีเทาที่เราตามหา มันไม่ได้หาเจอกันง่ายๆเลย
แต่เราก็เบื่อจริงๆนั้นละ
หลายเรื่องมารวมๆกัน ก็เริ่ม ... อยากจะอุแหวะออกมา
สังคมในตอนนี้น่าเป็นห่วงเหลือเกิน
เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบสักที แถมยังจะมีแต่ความรุนแรงมากขึ้น
ไม่มีอะไรมาหยุดพวกหมาบ้าสองฝั่งกัดกันได้หรอ
เห็นทีรอยยิ้มแห่งสยามประเทศนี้ คงจะมียากขึ้นตามไปด้วย
หรือบางคน ได้แต่ยิ้ม ยิ้มบนความพินาศของประเทศ ...
น่าเบื่อจริงๆ
วันนี้บังเอิญแกมไม่บังเอิญ คุยกับเพื่อน
บทสนทนาเริ่มเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว
อย่างที่บอก เอนทรี้ก่อนก่อน เขียนถึงมิตรภาพดีๆที่เกิดขึ้น
แต่คนเราคงไม่โชคดีเจอแต่สิ่งดีๆตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้ ล้านๆ
ที่ผ่านมา พวกเราปล่อยวางอะไรหลายๆอย่างไปแล้ว
สบายใจ และก็มีความสุขกันดีแท้
ไม่รู้จะเขียนอย่างไร
บอกตรงๆว่ากลัว ความคิดของคน
จะคิดให้ลบก็ได้ จะบวกก็ได้ แต่ช่วยคิดให้มากหน่อย
ทางสร้างสรรค์นะ
ไม่รู้สิ เบื่อกับการต้องมาพูดในบทสนทนาเดิมๆ
ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
จริงๆมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นไปกว่านี้
ก็ควรจะปล่อย ปล่อยไปตามชะตากรรมของแต่ละคนเอง
เราก็ทำได้ดีที่สุดคือการ ไม่ไปข้องเกี่ยวอะไรใดๆ
ไม่เจ็บตัว และใจ ด้วย
ความคิดของคนเรานั้น คิดน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ดี
เอาแบบพอดีๆก็คงยาก
ทำให้ง่ายก็คงง่าย
เออดีนะ เอาเถอะ สมองใคร สมองมัน
ป่วยการจะพูดไป
วันนี้บ่นอีกแล้วสินะ
นี่ละน๊า .. พื้นที่ส่วนตัว ที่ไม่เป็นส่วนตัว ^^
เอนทรี้นี้ ขอแก้ตัวละกัน
และเนื่องจาก (อีกครั้ง) เอนทรี้ ก่อนก่อน พูดขอบคุณไปแล้ว
แต่จริงๆมันยังไม่จบแค่นั้น
มีอีกหลายคนที่อยากขอบคุณ
แต่คงจะต้องพอไว้ก่อน ไม่อยากดัดจริต
เด๋วจะหาว่า ยังไม่จบเลย เสร่อขอบคุณก่อน 555
คิดขำๆนะ ไม่ได้จริงจังอะไร
เบื่อคำว่า "เบื่อ" ช่วงนี้ใช้คำว่า "เบื่อ" ได้ฟุ่มเฟือยจริงๆ
ยุ่งมากก็ไม่ดี ว่างมากก็ไม่ดี
ชีวิตคงไม่มีความพอดีสักที
พื้นที่สีเทาที่เราตามหา มันไม่ได้หาเจอกันง่ายๆเลย
แต่เราก็เบื่อจริงๆนั้นละ
หลายเรื่องมารวมๆกัน ก็เริ่ม ... อยากจะอุแหวะออกมา
สังคมในตอนนี้น่าเป็นห่วงเหลือเกิน
เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบสักที แถมยังจะมีแต่ความรุนแรงมากขึ้น
ไม่มีอะไรมาหยุดพวกหมาบ้าสองฝั่งกัดกันได้หรอ
เห็นทีรอยยิ้มแห่งสยามประเทศนี้ คงจะมียากขึ้นตามไปด้วย
หรือบางคน ได้แต่ยิ้ม ยิ้มบนความพินาศของประเทศ ...
น่าเบื่อจริงๆ
วันนี้บังเอิญแกมไม่บังเอิญ คุยกับเพื่อน
บทสนทนาเริ่มเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว
อย่างที่บอก เอนทรี้ก่อนก่อน เขียนถึงมิตรภาพดีๆที่เกิดขึ้น
แต่คนเราคงไม่โชคดีเจอแต่สิ่งดีๆตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้ ล้านๆ
ที่ผ่านมา พวกเราปล่อยวางอะไรหลายๆอย่างไปแล้ว
สบายใจ และก็มีความสุขกันดีแท้
ไม่รู้จะเขียนอย่างไร
บอกตรงๆว่ากลัว ความคิดของคน
จะคิดให้ลบก็ได้ จะบวกก็ได้ แต่ช่วยคิดให้มากหน่อย
ทางสร้างสรรค์นะ
ไม่รู้สิ เบื่อกับการต้องมาพูดในบทสนทนาเดิมๆ
ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
จริงๆมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นไปกว่านี้
ก็ควรจะปล่อย ปล่อยไปตามชะตากรรมของแต่ละคนเอง
เราก็ทำได้ดีที่สุดคือการ ไม่ไปข้องเกี่ยวอะไรใดๆ
ไม่เจ็บตัว และใจ ด้วย
ความคิดของคนเรานั้น คิดน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ดี
เอาแบบพอดีๆก็คงยาก
ทำให้ง่ายก็คงง่าย
เออดีนะ เอาเถอะ สมองใคร สมองมัน
ป่วยการจะพูดไป
วันนี้บ่นอีกแล้วสินะ
นี่ละน๊า .. พื้นที่ส่วนตัว ที่ไม่เป็นส่วนตัว ^^
Subscribe to:
Posts (Atom)

